วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

ผลกระทบการบอกเลิกสัญญาก่อสร้างต่อเจ้าของโครงการ และผู้ประกอบการก่อสร้าง ศึกษาเฉพาะกรณีคลังเก็บวัสดุโรงงาน

๑. คำนำ
สัญญาก่อสร้างเป็นนิติกรรมประเภทหนึ่งที่เป็นสัญญา และสัญญาก่อสร้างที่เกิดขึ้นเรียกว่าสัญญาจ้างทำของ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำว่า “นิติกรรม” ความหมายตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ (มาตรา ๑๔๙) นิติกรรม หมายความว่าการใดๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอนสงวน หรือระงับสิทธิ “สัญญาจ้างทำของ” ความหมายตามประประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา ๕๘๗) ของสัญญาว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จ ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น
สาระ สำคัญของสัญญาจ้างทำของ มีดังนี้
1. สัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาต่างตอบแทนกล่าวคือ ผู้รับจ้างจะต้องทำงานอย่าง
หนึ่งอย่างใดจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างต้อง ให้สินจ้างเพื่อผลงานนั้น ทั้งนี้สินจ้างดังกล่าวอาจเป็นเงินตราหรือทรัพย์สินอย่างอื่นก็ได้ตามแต่ จะตกลงกัน
2. สัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่มุ่งถึงผลสำเร็จของงานที่ทำเป็นสำคัญกล่าวคือ
วัตถุประสงค์ของสัญญาจ้างทำของ คือ “ผลสำเร็จของงาน” ไม่ใช่ต้องการ เฉพาะแต่แรงงานของผู้รับจ้างเท่านั้น เช่น จ้างก่อสร้างบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ ติดกระจก ซ่อมหลังคาบ้าน จ้างตัดเสื้อผ้า หรือจ้างว่าความ เมื่อไม่ใช่การจ้างแรงงาน นายจ้างจึงไม่ต้อง รับผิดร่วมกับลูกจ้างใน ผลแห่งการละเมิดต่อบุคคลภายนอก ผู้รับจ้างจึงมีอิสระในการทำงาน มากกว่าลูกจ้างในสัญญาจ้างแรงงาน โดยที่ผู้รับจ้างไม่ได้อยู่ในความควบคุม บังคับบัญชาของผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิจะสั่งงาน หรือบงการผู้รับจ้าง
3. สัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่ไม่มีแบบกล่าวคือ สัญญาจ้างทำของเกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาตกลงกัน แม้ด้วยวาจาก็สามารถใช้บังคับได้
ความระงับแห่งสัญญาจ้างทำของ
1. เมื่อผู้รับจ้างทำงานเสร็จ แล้วส่งมอบ และได้รับค่าจ้างครบถ้วน
2. เมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิเลิกสัญญา
3.โดยผลของกฎหมาย
(1) ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาเสียเมื่อใดก็ได้ ถ้าการที่จ้างยังไม่เสร็จ แต่ต้องชดเชยค่าเสียหายที่จะพึงมีให้แก่ผู้รับจ้าง
(2) เมื่อผู้รับจ้างตาย หรือตกเป็นผู้ไม่สามารถทำการงานนั้นได้ ถ้าสาระสำคัญของสัญญาอยู่ที่ความรู้ความสามารถของผู้รับจ้างอา ยุความ- การฟ้องผู้รับจ้างให้รับผิดในความชำรุดบกพร่อง ต้องฟ้องภายใน 1 ปี- กรณี ผิดสัญญาจ้าง ต้องฟ้องภายใน 10 ปี
“งานก่อสร้าง” หมายความว่า การประกอบการเกี่ยวกับการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างทุกชนิด เช่น อาคาร สนามบิน ทางรถไฟ ทางรถราง ถนน อุโมงค์ ท่าเรือ อู่เรือ คานเรือ สะพานเทียบเรือ สะพาน ทางน้ำ ท่อระบายน้ำ ประปา รั้ว กำแพง ประตู ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นสำหรับติดหรือ ตั้งป้ายพื้นที่ หรือสิ่งก่อสร้างเพื่อจอดรถ กลับรถ และทางเข้าออกของรถ รวมถึงการต่อเติม ซ่อมแซม ซ่อมบำรุง ดัดแปลง เคลื่อนย้าย หรือการรื้อถอนทำลายสิ่งก่อสร้างนั้นด้วย (คัดลอกมาจาก กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. 2551)
“บริหารโครงการ” หมายถึง การจัดการ การใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่อย่างเหมาะสมและสมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้การดำเนินโครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้“โครงการ (Project)” คือ ข้อเสนอที่จะดำเนินงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สำเร็จ โดยมีการตระเตรียม และวางแผนงานไว้ล่วงหน้าเป็นการจัดการ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในเรื่องหนึ่ง ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น งานด้านวิจัยเรื่องหนึ่ง, การก่อสร้างถนน, การก่อสร้างเขื่อน

๒. ความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา
โครงการก่อสร้างทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กในประเทศไทยต่างเกิดขึ้นโดยผลแห่งสัญญา และสัญญาที่เกิดคือ สัญญาก่อสร้างโครงการเกิดขึ้นโดยบุคคลสองฝ่ายกล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งคือเจ้าของโครงการ(Owner) อีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายผู้ดำเนินการก่อสร้าง หรือผู้รับเหมาหลัก (Main Contractor/Contractor) และที่จะขอนำมากล่าวถึงเป็นกรณีศึกษา คือโครงการก่อสร้างคลังเก็บสินค้าโรงงานแห่งหนึ่งในมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพราะจากสาเหตุที่ว่าทางเจ้าของโครงการ(Owner) ได้บอกเลิกสัญญาก่อสร้างกับกับผู้รับเหมางานหลัก ถึง ๒ ครั้งซ้อนส่งผลให้โครงการงานที่ทำไม่สามารถสำเร็จได้ตามกำหนดเวลาที่โครงการกำหนดไว้ได้ ทุกคนภายในองค์กรทำงานกันเสมือนมิได้มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะเป็นองค์กรใหญ่แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลทั้งงานทางด้านวิศวกรรม และค่าใช้จ่ายที่สูญเสียในการหาพื้นที่เก็บสินค้าสำรอง รวมถึงความเสียหายด้านชื่อเสียงทั้งส่วนของผู้รับเหมาหลัก และชื่อเสียงของผู้ควบคุมงาน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “Project Team” แม้ว่าองค์กรซึ่งถือว่าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยภายในองค์กร แต่สำหรับความเสียหายด้านชื่อเสียงนั้นไม่สามารถคำนวณเป็นเงินได้ และเป็นเรื่องยากที่จะเยียวยาให้กลับสู่สภาพเดิมได้ มุมมองที่หนึ่งอาจมองว่าความเสียหาย หรือความผิดที่เกิดขึ้นเป็นความรับผิดชอบของผู้รับเหมาหลัก และอีกมุมมองหนึ่งมองว่าเป็นการตัดสินใจของผู้บริหารโครงการเลือกผู้รับเหมาหลักผิดเข้ามาทำงาน หรือมีผู้คิดอีกแนวทางหนึ่งคือความเสียหาย หรือความผิดพลาดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากทีมบริหารจัดการ และดำเนินโครงการ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นคงมิใช่เรื่องบังเอิญเพราะครั้งแรกอาจเป็นไปได้ที่ว่าผู้รับเหมาหลักที่ชนะการประมูลเสนอราคาเข้ามาตรงกับความต้องการของผู้บริหารโครงการ ในขณะที่ผลการทำงานไม่เป็นไปตามวัฒถุประสงค์ของโครงการ สำหรับครั้งที่ สองอาจเกิดจาความผิดพลาดของผู้รับเหมาหลักเองเนื่องจากปัญหาของสภาพคล่องทางการเงิน และสิ่งเหล่านี้คืออุปสรรคสำคัญในการที่จะทำให้โครงการแล้วเสร็จตามกำหนดระยะเวลา

๓. เนื้อเรื่อง
สัญญาฉบับนี้เป็นสัญญาก่อสร้างมีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของสัญญาคือเริ่มต้น ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดสิ้นสุดของสัญญา ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ จากแนวทางการทำงานของผู้รับเหมาหลักโดยมีการเริ่มทำงานได้ประมาณ ๑๒๒ วัน และมีการควบคุมการทำงานตามแผ่นหลักของโครงการ(Project Schedule) มีการติดตามความก้าวหน้าของงานทุกๆสัปดาห์ ยังมีการทำแผนงานประจำสัปดาห์ และแจ้งแผนล่วงหน้าอีกสองสัปดาห์เรียกอีกอย่างว่า “Three Week Schedule” ซึ่งเป็นเหมือนเครื่องสะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าของโครงการเป็นระยะ จากการบันทึกรายงานการประชุมโครงการที่ประชุมยอมรับในรายงานที่ผู้รับเหมาหลักแจ้งทุกครั้งมี่มีการประชุมซึ่งการประชุมแต่ละครั้งจะประกอบด้วยบุคคลสามฝ่าย คือ ฝ่ายโครงการ ฝ่ายทีปรึกษาโครงการ และฝ่ายของผู้รับเหมาหลัก เมื่อทุกคนยอมรับในหลักการแล้ว บันทึกรายงานการประชุมถือว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับรู้จากบันทึกรายงานการประชุมทุกสัปดาห์ทางผู้รับเหมาหลักแจ้งว่าทำงานช้ากว่าแผนงาน และทางสมาชิกในที่ประชุมต่างยอมรับ นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการยกเป็นข้อต่อสู้อ้างกันในชั้นศาลหลังจากมีการบอกเลิกสัญญา(Terminate Contract) เพราะผู้รับเหมาหลักรายแรกได้มีการแจ้งและมีการบันทึกในที่ประชุมตลอดมาโดยทุกฝ่ายในที่ประชุมต่างยอมรับ การที่บอกเลิกสัญญาครั้งนี้ของทางเจ้าของโครงการต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เนื่องจากการบอกเลิกสัญญามิได้เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าไปยังผู้รับเหมาหลัก โดยในทางกฎหมายมีการชดค่าสินไหมทดแทนกันแล้ว แต่ในทางวิศวกรรมนั้นหมายถึงการบริหารโครงการที่ผิดพลาด ส่งผลให้เจ้าของโครงการไม่สามารถเข้าใช้พื้นที่โครงการได้ตามวัฒถุประสงค์ของโครงการ และยังส่งผลในด้านชื่อเสียงของโครงการ และชื่อเสียงของผู้รับหลักก่อสร้างรายนี้ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่สามารถตีราคาประมาณเป็นเงินได้ หรืออีกกรณีหนึ่งในทางบริหารโครงการ ผู้บริหารโครงการอาจมองแล้วว่าหากยังฝืนให้ดำเนินการก่อสร้างต่อไปงานจะเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่เดิมยอมที่จะรับภาระแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้น
กรณีสัญญาก่อสร้างฉบับที่สองซึ่งได้มีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นคือวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๑ สิ้นสุดสัญญาวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ได้มีการทำงานมาในระยะเวลาหนึ่งมีการเบิกจ่ายเงินตามงวดงานที่กำหนดในแผน โดยเจ้าของโครงการจ่ายเงินไปถึงงวดที่ ห้า แต่ผลของการทำงานก่อสร้างยังไม่ได้ตามจำนวนเงินที่เบิกจ่ายไป และยังส่งผลให้งานไม่แล้วเสร็จตามแผน และวัฒถุประสงค์ของโครงการ และเมื่อวันที่
๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้มีการยกเลิกสัญญา (Terminate Contract) เป็นสัญญาเป็นครั้งที่ ๒ โดยครั้งนี้คดีมิได้ขึ้นสู่ศาล แต่เป็นลักษณะประนีประนอมกัน โดยทางเจ้าของโครงการยอมที่จะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อของบางส่วนจากผู้รับเหมาหลัก โดยจำนวนเงินหักกลบลบหนี้กับค่าปรับที่งานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาก่อสร้าง เป็นไปได้อย่างยิ่งที่ทีมผู้บริหารโครงการเล็งเห็นผล และประสิทธิภาพของการทำงานก่อสร้างของผู้รับเหมาหลักแล้วว่าไม่มีความสามารถที่จะทำให้โครงการลุล่วงแล้วเสร็จได้ตามความต้องการของเจ้าของโครงการทำให้ต้องใช้เวลาในการทำโครงการเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในการที่จะต้องทำให้โครงการแล้วเสร็จ ความเสียหาย หรือความสูญเสียในครั้งนี้ส่งผลให้เจ้าของโครงการต้องจ่าย ค่าเช่าสำนักงาน ,ค่าเช่าพื้นที่เก็บวัสดุต่างๆ อีกเป็นระเวลา ร่วมปี กว่าที่จะต้องมีการประมูลงานก่อสร้างใหม่ ท้ายที่สุดภาระค่าใช่จ่ายที่ต้องสูญเสียไปอย่างมากในครั้งนี้ส่งผลให้เจ้าของโครงการต้องหันมาประมวลวิเคราะห์ความผิดพลาด และสาเหตุต่างๆที่เกิดขึ้นอันทำให้โครงการไม่อาจสำเร็จได้เพื่อทำการศึกษาและทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น และหาแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นที่เกิดขึ้น

๔. สรุป
ในฐานะของนักศึกษาสาขาการตรวจสอบและกฎหมายวิศวกรรมมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ทำการศึกษาจากปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นบอกเลิกสัญญา(Terminate Contract) โดยเจ้าของโครงการทั้ง ๒ ครั้งส่งผลทั้งทางกฎหมาย และทางวิศวกรรมแตกต่างกันตามสภาพของปัญหาขอแยกเป็นรายละเอียดไดดังนี้
๔.๑ พิจารณาจากหลักของกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์(มาตรา ๕๘๗) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบอกเลิกสัญญาไว้
1. เมื่อผู้รับจ้างทำงานเสร็จ แล้วส่งมอบ และได้รับค่าจ้างครบถ้วน
2. เมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิเลิกสัญญา
3.โดยผลของกฎหมาย กล่าวคือผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาเสียเมื่อใด
ก็ได้ ถ้าการที่จ้างยังไม่เสร็จ แต่ต้องชดเชยค่าเสียหายที่จะพึงมีให้แก่ผู้รับจ้าง
ดังนั้นจากการศึกษาเฉพาะกรณี คลังเก็บวัสดุสินค้ามีการบอกเลิกสัญญา(Terminate Contract) ฉบับแรกนั้นเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ทางเจ้าของโครงการจ่ายค่าชดเชยในการที่โครงการได้บอกเลิกสัญญา ซึ่งถือว่าเป็นไปตามข้อบังคับของกฎหมาย ส่วนสัญญา (Terminate Contract) ฉับที่ ๒ เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแล้วให้มีการตกลงประนีประนอมในส่วนของค่าเสียหายที่เกิดขึ้น โดยครั้งนี้จบกันก่อนดำเนินคดีทางศาล
๔.๒ พิจารณาหลักทางวิศวกรรม กล่าวถึงเรื่องของการบริหารองค์การทาง
วิศวกรรมซึ่งเป็นการศึกษาเฉพาะกรณีสัญญาฉบับแรก การบอกเลิกสัญญา(Terminate Contract) เพราะผู้บริหารโครงการวิเคราะห์แล้วเห็นว่าหากให้ผู้รับเหมาหลักรายนี้ดำเนินการต่อไปอาจเสี่ยงที่งานก่อสร้างจะไม่แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด โดยใช้หลักการบริหารจัดการความเสี่ยงเรื่องของการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางด้านเทคนิค และเรื่องของระยะเวลาโครงการ (Planning Schedule) ศึกษาถึงระยะเวลาของโครงการต้องไม่ยาวนานเกินควร สำหรับสัญญาฉบับที่ ๒ ผู้บริหารโครงการมองว่า มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้โครงการไม่แล้วเสร็จ เพราะความเสี่ยงที่เกิดจากบริษัทผู้รับเหมาหลักด้านการเงินและการบริหาร เนื่องจากปัญหาด้านการเงินและทุนในการบริหารโครงการ ของผู้รับเหมาหลักขาดสภาพคล่อง
ดังนั้นโดยหลักทางวิศวกรรม เรื่องของการบริหารองค์กรทางวิศวกรรม เห็นได้ว่าประเด็นของระยะเวลาดำเนินโครงการ และประเด็นของการเงินและทุนเป็นปัญหาทำให้โครงการไม่แล้วเสร็จได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น